2006/Dec/13

oikos คือ อะไร?

ก่อนไปก็ไม่รู้จักหรอก จริงๆแล้วก็อยากหาเรื่องไปสวิตเซอร์แลนด์นั่นแล แต่ว่า เราก็เคยไปมาปีนึงแล้วนี่นา จะไปทำไมอีก? ถามอีกก็ถูกอีก แต่สิ่งหนึ่งเลยที่ต้องรู้เกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์คือ มันเหมือนมีสามประเทศย่อยๆอยู่ในประเทศเดียว เพราะว่า เป็นประเทศที่เรียกได้ว่า ไม่มีภาษาราชการเป็นของตัวเอง ส่วนไหนของประเทศติดอะไรก็ใช้อันนั้น ส่วนที่ติดฝรั่งเศส ก้อพูดฝรั่งเศส ติดเยอรมันก้อเป็นสวิส-เยอรมัน และก็มีอีกส่วนที่พูดอิตาเลียนเนื่องจากอยู่ใกล้อิตาลี หลายคนจึงบอกว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่ไม่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง อันนี้อาจจริงแค่บางส่วน เพราะไม่งั้นแล้ว เวลาพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ทำไมคนจึงนึกออกถึงของดังๆของที่นู่นล่ะ ช็อคโกแลตเอยเทือกเขาแอลป์เอย มีดสวิสเอย บลา บลา บลา...

ไอ้ที่ว่าไว้น่ะ ก็คือคำตอบที่ว่า ถึงแม้เราจะเคยไปอยู่สวิสมา แต่ก็อยู่ส่วนที่เป็นโซนฝรั่งเศส และวัฒนธรรมคล้ายๆกับฝรั่งเศสเลย (จริงๆก็ไม่มาก เพราะเจนีวาค่อนข้างอินเตอร์มากๆ) ดังนั้น การเดินทางข้ามเขตภาษาแต่ละครั้ง ก็ทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าไปอีกประเทศหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้น ในเมื่อคอร์สนี้จัดขึ้นที่เมือง St. Gallenซึ่งอยู่ติดชายแดนเยอรมันเลย ก็เหมือนกับว่าไปสวิสในส่วนที่เราไม่คุ้นเคย และเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผลที่เราควรจะได้ไป (จริงๆก็เคยไป St.Gallen มาแล้วครั้งนึง แต่ไปแค่สองสามชั่วโมงเอง -.-" เหอๆ) มาครั้งนี้จึงได้เห็นอะไรแตกต่างจากที่เคยรู้เกี่ยวกับสวิตเซอร์แลนด์อยู่อีกมาก และก็ทำให้เริ่มคุ้นเคยและชอบสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้นไปอีก (หรือเปล่า?)

oikos เนี่ย เป็นภาษากรีก แปลว่าไรจำไม่ได้แน่ชัด แต่ว่ามันเป็นชื่อชมรมที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยที่นี่เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ที่ต้องการผลักดันให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษาคนอื่นๆหันมาตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าเค้าจะประสบความสำเร็จ มหาลัยยอมรับให้มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นความสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนนี้ และชมรมก็พัฒนาต่อไปจนถึงกลายมาเป็น oikos international ซึ่งก็คือ นักศึกษาในมหาวิทยาลัยอื่นๆในต่างประเทศที่สนใจ ก็หันมาตั้งชมรมนี้ขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์ที่คล้ายๆกัน และ winter school ก็เป็นหนึ่งในโครงการหลักๆของ oikos international นั่นเอง

หลักสูตรการเรียนไม่ขอพูดถึงเพราะสามารถเข้าไปดู report ได้ที่ www.oikosinternational.org

รูปประกอบฮับ

แต่ว่าที่จะเล่าต่อไปนี้คือเรื่องของเมือง St.Gallen นั่นเอง....(แต่รอไปก่อนนะ เหอๆ)


2006/Dec/11

แบบว่าไม่ได้เขียนมานานมาก ไม่ใช่เพราะเป็นคนพูดน้อยเขียนน้อย แต่ว่าความขี้เกียจนั้นเบียดบังได้ทุกสิ่ง (ไม่แค่การเรียน แต่กับชีวิตส่วนตัวยังขี้เกียจได้อีกหลายเรื่อง) ทำให้เรื่องที่ควรทำหลายเรื่องก็ไม่ได้ทำ ทั้งเขียนอีเมลล์ ส่งจดหมาย สมัครเรียนต่อ แล้วอะไรต่อมิอะไรอื่นๆ จนเกือบจะทำให้กลายเป็นคนเหลวแหลกไปได้ (ไม่น่าเชื่อใช่มั้ย?)

แต่ว่า ก็มีอะไรมาดลใจหลายๆอย่าง โดยเฉพาะที่เพื่อนสนิทหลายๆคนก็ยังสามารถเขียนบล็อคได้สม่ำเสมอและน่าสนใจ เราก็อยากทำมั่งนะ แต่ปัญหาคือ เวลาเขียนภาษาไทย เพื่อนฝรั่งก็อ่านไม่ได้ เวลาเขียนอังกิด เพื่อนไทยก็ไม่ยอมอ่าน???? นานๆไปก็เลยเลิกเขียน แต่คราวนี้จะลองมาวัดดูขีดความอดทนว่าจะไปได้ซักกี่น้ำ ฮ่าๆ let's see!

ความตั้งใจในคราวนี้คือ เขียนมันซะสองภาษาเลย จะได้ฝึกภาษาอังกฤษไปด้วย เดี๋ยวนี้ชักห่างเหิน พูดไม่ค่อยคล่องเหมือนเดิม ส่วนเขียนนี่ห่วยกันไปใหญ่ ก็นะ ฝึกซะ จะได้เคยชินต่อไป ส่วนเรื่องที่เขียนเนี่ย จะพยายามเขียนเรื่องถนัดคือเที่ยวและกิน หลังจากที่ปีที่ผ่านมาชีพจรลงเท้า หายหัวจากชั้นเรียนบ่อยๆ รูปภาพในคอมก็แสนเยอะ เก็บไว้คนเดียวก็จะเสียเที่ยวเปล่าๆ เอามาเขียนลง เผื่อจะมีคนสนใจ เหอๆ ส่วนจะช่วยเรื่องการเตรียมตัวไปเที่ยวของใครมั่งหรือเปล่านี่ก็ไม่รู้ ตัวใครตัวมัน เพราะว่าเราเป็นคนเที่ยวตามใจ ไม่ตามทัวร์ และไม่ไปกะทัวร์ เที่ยวเองมั่ง ไปกะเพื่อนมั่ง ถูกส่งไปมั่งแล้วแต่คราว แล้วก็ที่ทำคือเปิดหนังสือท่องเที่ยวแล้วเดินหาเอา ประมาณว่า เค้าว่าที่ไหนดังก็ไปที่นั่น ส่วนที่เหลือนี่คือเจอโดยบังเอิญเวลาหลงทาง?!?! ประมาณนั้นละกัน

---------------------------------------------------

This is not a translation word by word and if you have succeeded in reading Thai - you can skip all this... :) อ่านไทยแล้วไม่ต้องอ่านอังกิดอีกก็ได้ อายว่ะ เหอๆ

It's been long time that I haven't written anything in my blog (not this one though) but it is not because I am a quiet or not good at writing person (if you know me..haha!). The laziness always dwells in me and prevents me not only from my study but also my personal life! As a result, I have missed out many ofwhat I should have done e.g. writing emails, sending letters or applying for Masters courses. I almost become a useless person and I guess I need to bebetter self-disciplined!

Many of my close friends also inspire me in doing this once again coz I have witnessed that they outlast in keeping their blogs alive for years - why not me? One problem I found is that I have so various types of friends i.e. if I write in Thai, my foreign friends can't read it and when I write in English, my Thai friends are too bothered to read them! haha..life is never fair, right? So this time, let's see how far I can go.

My intentionthis time is to write in both Thail and English and about whatI am good at which are travelling and eating! This is because I have been travelling for quite a lot in the last few years and missed lots of classes as well! After all these trips, I have quite a number of pictures in my photo stocks that it may be better if I share them with whoever that feels interested in my stories. I don't guarantee that my stories can provide any good tips if you plan to go to these destinations in the near future because I do usually go where I feel want to go only and may not be your taste! Also, I usually follow the travel guidebook and see the famous attractions of each city and some outside the books I must have found them by chance when I got lost! So you can't really take my advise seriously -------


to be continued.....
edit @ 2006/12/12 00:01:19